she365-Healthy Food-s

การเลือกกินอาหารเพื่อสุขภาพ

การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ เป็นแนวคิดที่มีมานานมากกว่าสองพันปีแล้ว โดยเฉพาะในประเทศจีน สำหรับในไทยนั้น เริ่มมีการรณรงค์ตั้งแต่สมัยรัฐนิยม หรือ การสร้างชาติไทยในสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ให้ประชาชนหันมาบริโภคอาหารตามหลักโภชนาการให้ครบทั้ง 5 หมู่ และทานให้ครบทั้ง 3 มื้อหลัก คือ มื้อเช้า มื้อกลางวัน และ มื้อเย็น แล้วเชิดชูอาหารบางประเภทขึ้นมาแทนที่อาหารไทยโบราณบางอย่างที่จะส่งผลให้เกิดไขมันสะสม โรคอ้วน หรือทำให้ขาดโปรตีนซึ่งจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เพราะคนไทยสมัยก่อนนิยมทานข้าวและแป้งมากกว่าทานกับ
ในยุคปัจจุบัน เรื่องที่ว่าด้วยหลักบริโภคศาสตร์ เป็นความรู้ในสาขาที่ได้รับความสนใจและมีพัฒนาการมากในหลายประเทศของโลก จนกลายเป็นหลักค่านิยมทางสากลร่วมกันในการบริโภค มาดูกันว่า การทานอาหารเพื่อช่วยส่งเสริมสุขภาพให้ดี มีขั้นต้นอย่างไรบ้าง
ข้อสำคัญสุดๆคือ เราต้องทานให้ครบทั้งสามมื้อหลัก ตามคำที่ว่า มื้อเช้าทานอย่างราชา มื้อเย็นทานอย่างยาจก
เพราะมื้อเช้า คือมื้ออาหารที่สุด จะขาดไม่ได้ เพราะมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของร่างกายทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็น ระบบประสาท การขับถ่าย เผาผลาญไขมัน การไหลเวียนโลหิต สมอง ฯลฯ นี่คือมื้อสำคัญสำหรับนักเรียน วัยรุ่นที่กำลังศึกษา เพราะจะช่วยกระตุ้นการทำงานและทักษะการเรียนรู้ของสมอง และระบบความจำ ที่สำคัญคือ ช่วยให้อารมณ์ดี ไม่หงุดหงิดง่าย แต่ก็ควรทานมื้อเช้าหลังจากตื่นนอนแล้วไม่เกิน 1 ชั่วโมง ถึงจะช่วยให้ได้ประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ร่างกายจะได้เผาผลาญสารอาหารที่ได้รับอย่างเต็มที่ แล้วอีกข้อที่สำคัญมากๆคือ การทานอาหารเช้า จะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคอ้วนมากเกินไป เพราะมันช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ดีขึ้นด้วย
สำหรับมื้อกลางวัน ควรเป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่ให้กากใยสูง ตัวอย่างเช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ก๋วยเตี๋ยวที่มีเส้นน้อย แล้วเพิ่มเนื้อสัตว์ที่มีไขมันไม่มากนัก โดยเฉพาะพวก เนื้อปลาหรือเนื้อไก่ไม่ติดหนัง อกไก่ มีผักสด หรือจะตามด้วยผลไม้หลังทานเสร็จแล้วก็ได้ เน้นให้พลังงานเพียงพอในช่วงบ่าย
ส่วนมื้อเย็น สำหรับผู้ที่กำลังคุมอาหาร จะนิยมอดหรือควบคุมอาหารมื้อนี้ เพราะหลังจากทานแล้ว จะไม่ค่อยมีการเผาผลาญมากนัก แต่ที่จริงถือเป็นอาหารที่สำคัญอีกมื้อหนึ่ง เพราะร่างกายยังคงต้องการพลังงานสำหรับใช้ในตอนหลับด้วย คำแนะนำคือ เน้นอาหารประเภทโปรตีน และสำหรับผู้สูงอายุขึ้น ก็ควรเน้นพวกที่ย่อยง่าย เช่นเนื้อปลา อาหารมื้อนี้จะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและบำรุงสมองในยามพักผ่อนหลังจากเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน แต่ก็ควรระวังสำหรับคนที่ในเวลากลางวันไม่ค่อยได้เผาผลาญมากนัก การทานอาหารมื้อนี้หนักเกินไป จะส่งผลต่อน้ำหนักได้
ปัจจุบันเริ่มมีคำแนะนำเรื่องมื้ออาหารว่างมากขึ้น สามารถทานได้ในช่วงเวลา 15.00 – 16.00 น. อาจเป็นนม หรือ โยเกิร์ต จะช่วยไม่ให้เราหิวเกินไปในมื้อเย็น แล้วพวกโยเกิร์ตจะช่วยการทำงานของเอ็นไซม์ไม่ให้ต้องทำงานหนักมากเกินไป
แต่ทุกวันนี้ วิถีชีวิตคนได้เปลี่ยนไปมาก หลายคนต้องทำงานกะกลางคืน หรืออยู่จนดึกอย่างเลี่ยงไม่ได้ ก็เลยมีคำแนะนำสำหรับการทานอาหารมื้อค่ำว่าไม่ควรทานดึกเกินกว่า 22.00 น.ไปแล้ว อย่างน้อยเพื่อให้ระบบขับถ่ายและไตได้พักผ่อนบ้าง แนะนำอาหารเบาๆเช่นพวกนมสดไม่ใส่ฟอง หรือน้ำเต้าหู้ไม่ใส่เครื่อง สำหรับผู้ที่คุมน้ำหนัก นักวิชาการยืนยันว่า ไม่ควรงดอาหารมื้อหลัก แต่ให้ลดปริมาณพวกคาร์โบร์ไฮเดรตที่ให้พลังงานลงบ้างก็พอ

she365-socializing-s

การปรับตัวเข้าสังคมให้ดูดีและเป็นตัวเราให้มากที่สุด

เราอยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ในอาชีพ แต่เราเคยสำรวจตัวเองไหมว่า เราได้ทำตัวให้เหมาะสมกับความสำเร็จนั้นหรือเปล่า
ความสามารถเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็จริง แต่ยังมีอีกหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญคือ ในทุกสายอาชีพ ผู้ประสบความสำเร็จล้วนแล้วแต่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมนั้นได้อย่างดี หรืออย่างน้อยที่สุด มันก็ช่วยให้การทำงานต่างๆในสายงานที่คุณอยู่นั้นไม่ค่อยติดขัด ทำให้ปัจจัยภายนอกลดปัญหาลงบ้าง
ทั้งนี้ ทุกคนจำเป็นต้องยอมรับก่อนว่า เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในโลก
ที่ๆเราอยู่ มีผู้คนมากหน้าหลายตา ร้อยพ่อพันแม่ มาจากแต่ละแห่ง พื้นเพ และประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกันไปมาก ดังนั้นในแต่ละบริษัทหรือองค์กร ผู้คนย่อมไม่อาจคิดอะไรเหมือนกันได้หมด การปรับตัวเข้าหากันกับคนที่แตกต่าง จึงเป็นหนึ่งในเงื่อนไขแห่งความสำเร็จขององค์กรนั้นๆ หรือตัวคนผู้นั้นว่าจะก้าวหน้าได้หรือไม่
เนื่องจากทุกวันนี้ แต่ละบริษัทและองค์กรให้ความสำคัญกับทีมงานมากกว่าตัวบุคคลเดียว มาดูกันว่า วิธีกรปรับตัวให้เข้ากับทีมงานหรือในแต่ละสังคมให้เหมาะสมแล้วพอจะส่งเสริมการทำงานเป็นทีมให้รอดนั้น มีอะไรบ้าง เรื่องที่นำมาแชร์นี้อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ก็จริง แต่ก็อาจช่วยกระตุ้นเตือนสติผู้ที่มีปัญหาในสถานที่ทำงานได้ไม่มากก็น้อยครับ
อย่าเป็นน้ำเต็มแก้ว เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่ตลอด
นี่เป็นโลกอินเทอร์เน็ต ทุกอย่างเข้าถึงง่ายแค่กดคลิก ไม่ว่าจะข้อมูลข่าวสารต่างๆ (แถมยังฟรีด้วย) ดังนั้นต้องยอมรับว่า คนยุคใหม่มีแต่จะฉลาดและเก่งขึ้นเรื่อยๆ
การทำงานร่วมกับคนหมู่มาก ย่อมมีความแตกต่างในเรื่องนี้ แม้ว่าเราอาจเป็นคนที่ทำงานในสาขานี้มาก่อน แต่คนรุ่นใหม่ที่เข้ามาเขาอาจเก่งกว่าเราในเรื่องนั้นๆได้ ขณะเดียวกัน คนที่อยู่ก่อนเราก็มีสิ่งที่เรียกว่า ประสบการณ์ ไหวพริบในการแก้ปัญหา ทั้งสองฝ่ายจึงไม่ควรยึดติดอีโก้ แต่เปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆของแต่ละฝ่าย ย่อมดีกว่า
แน่ละว่า พูดเหมือนง่าย แต่ปัญหาที่มักพบคือ หลายคนกลัวการเรียนรู้ กลัวเหนื่อย ถ้าเช่นนั้น เป้าหมายหรือความสำเร็จก็อาจจะไม่มาสักทีนะครับค่อยๆเรียนรู้ระบบการทำงาน หรือวัฒนธรรมในสังคมนั้นๆ
ไม่ใช่แค่เรื่องงานอย่างเดียว แต่มีเรื่องวัฒนธรรมของสังคมหรือองค์กรนั้นๆด้วย ค่อยๆเรียนรู้ไปว่ามันเป็นอย่างไร แล้วพยายามปรับตัวเข้าหา แต่อะไรที่ท่านรู้สึกว่าไม่ดี ก็อย่าไปเก็บมา อาจจะเลี่ยงห่างไป หรือถ้าจำเป็นต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องแย่ๆ ข้อแนะนำสำหรับผู้มีประสบการณ์หลายท่านคือ ถ้ารับไม่ได้ก็ออกไปดีกว่า แต่ถ้าคิดว่ารับมือได้ ก็ให้ปล่อยวางบ้างครับ สุดท้ายแล้ว เน้นที่ผลงาน ทำของเราให้ดีที่สุดไว้ก่อน แล้วเข้าทำงานกับทีมให้มากขึ้น เข้าหาและเปิดใจกับทีมงานด้วย ยอมรับความสามารถของคนอื่น
เราทุกคนก็คือมนุษย์ ไม่สามารถเก่งทุกเรื่องได้เสมอไป คนอื่นเขาก็เก่งได้เหมือนกัน ต้องยอมรับความสามารถของคนอื่นบ้าง มองในแง่ดีว่า ไม่จำเป็นต้องแบกทุกอย่างไว้เอง แต่ทำงานเป็นทีม มีคนเก่งช่วยสนับสนุนย่อมดีกว่า

ฝึกรับคำวิจารณ์ และ รับผิดชอบเมื่อผิดพลาดได้ ทุกคนผิดพลาดได้เสมอ ถ้ายอมรับเรื่องนี้แล้ว ก็เท่ากับพร้อมเปิดรับทุกคนได้ครับ